มารยาทในการใช้รถใช้ถนน ก็สำคัญไม่แพ้ ความมีน้ำใจ

เพราะผู้ที่ขับรถทั้งหลาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใส่ใจกับมารยาทและวินัย

ในการใช้รถใช้ถนน ความห่วงใยนี้ส่งตรงมาจาก

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

แนะผู้ใช้รถใช้ถนนควรปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีมารยาทและ

น้ำใจต่อผู้ร่วมใช้เส้นทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และร่วมสร้างให้ทุกเส้นทางเป็น

"ถนนสายความปลอดภัย"

 

ยานพาหนะ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยเฉพาะ

ในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้ใช้รถใช้ถนนมักขับรถด้วยความเร่งรีบ และขาดความระมัดระวัง

ทำให้เกิดอุบัติเหตุ สร้างความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น

เพื่อให้ทุกเส้นทางเป็นถนนสายความปลอดภัย ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติตน ดังนี้

 

ขณะขับรถข้ามสี่แยก ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินเพราะอาจทำให้ผู้ขับขี่ที่มาจากด้านซ้ายและขวา

เข้าใจผิด เพราะต่างมองเห็นในมุมของตัวเอง วิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยควรเบรก

เพื่อชะลอความเร็วแล้วมองซ้าย – ขวา รอจนกว่าถนนว่าง จึงค่อยเคลื่อนรถออกไป

 

กรณีฝนตกหนัก แล้วเปิดไฟฉุกเฉิน ถึงแม้จะเป็นความหวังดีต่อผู้ขับขี่รายอื่น

แต่อาจส่งผลร้ายได้ เพราะผู้ขับขี่คันอื่น อาจเข้าใจผิดว่าเป็นการเปิดไฟเลี้ยว เนื่องจาก

มองเฉพาะมุมที่เขาเห็น วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและปลอดภัย คือ ขับรถชิดซ้าย ชะลอความเร็วลง

แล้วเปิดไฟหน้าต่ำ เพื่อไม่ให้แสงไฟกระทบต่อสายตาผู้ขับรถสวนมา

 

การใช้สปอตไลท์และไฟตัดหมอก ในขณะที่ไม่มีหมอกหรือฝนไม่ตก

ถือเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทอย่างยิ่ง เพราะไฟทั้งสองชนิดนี้จะให้ความสว่างมากกว่า

ไฟรถยนต์ธรรมดา โดยเฉพาะหากติดตั้งในที่สูงอาจสร้างความรำคาญและส่งผลกระทบ

ต่อการมองเห็นเส้นทางของผู้ใช้รถใช้ถนนคันอื่นด้วย ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรเปิดใช้

ในยามจำเป็นเท่านั้น เช่น ฝนตกหนักหรือทัศนวิสัยในการขับขี่ไม่ดี เป็นต้น

 

การกระพริบไฟ หรือการดิฟไฟ ควรใช้ในกรณีกำลังจะแซงรถคันหน้าแล้วมีรถสวนมา

เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าขอใช้พื้นที่ในการแซง กรณีจอดรถในพื้นที่ห้ามจอด

แล้วเปิดไฟฉุกเฉิน เป็นพฤติกรรมที่เสียมารยาทอย่างยิ่ง แม้จะเป็นการจอดชั่วคราว

และยังเป็นการกระทำผิดกฎหมาย

 

การเปลี่ยนเลนหรือแซง ควรกระทำเมื่อถนนว่างพอ และเมื่อเข้าสู่เส้นทางได้เต็มคัน

แล้วควรเร่งความเร็วให้เหมาะสมกับการแซง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการที่รถคันอื่นมาชนท้าย

 

การเบรกโดยไม่จำเป็น ถือว่าเสียมารยาท เพราะอาจทำให้ผู้ขับรถตามหลังเกิดการชะงัก

และมีความกังวลในขณะขับขี่ ดังนั้น จึงไม่ควรเหยียบเบรกบ่อยๆโดยไม่จำเป็น

 

การก้มศีรษะขอบคุณ เป็นพฤติกรรมหนึ่งที่แสดงออกถึงมารยาทที่ดีในกรณีที่มีผู้ให้ทาง เช่น

เมื่ออยู่กลางสี่แยกแล้วมีรถคันอื่นจอดเพื่อเปิดโอกาสให้ทางไปก่อน ซึ่งผู้ขับขี่สามารถ

แสดงความขอบคุณแทนคำพูดได้ โดยการก้มศีรษะ

 

การใช้สัญญาณไฟ ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ขับขี่มักมองข้ามอยู่เสมอในขณะกำลังจะแซง

หรือจะเลี้ยวซ้าย – ขวา เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ควรให้สัญญาณไฟทุกครั้ง

ก่อนการเลี้ยว หรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถ

 

ทั้งหมดที่นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมารยาททางสังคม ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรยึดถือปฏิบัติ

และหากไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้ถนนที่เสียมารยาท ก็ควรคำนึงถึงผู้ร่วมทางคนอื่นด้วย

อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่มีมารยาทของผู้ขับขี่

 

ใครไม่อยากโดนรถคันข้างๆ คันข้างหลังสาปแช่ง

หาว่า "ไร้มารยาท"

ก็นำไปปฏิบัติกันนะคะ ทำดีไม่ต้องอายใครค่ะ ^^

 

ยังไม่พอๆ มาดูข่าวนี้กัน แล้วคุณจะเข้าใจว่า

การปฏิบัติตามกฎจราจร ถ้าจะให้กลายเป็นนิสัยนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่ยังเด็ก

 

มร. เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

ร่วมกับ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ

ประจำปี 2553 นำเยาวชนจาก สถานสงเคราะห์เด็กหญิง บ้านราชวิถี นักเรียนจากโรงเรียน

ภายใต้สังกัดกรุงเทพมหานคร สมาชิกมิลกี้เวย์แฟนคลับ บุตรหลานพนักงาน สื่อมวลชน

และเยาวชนทั่วไป ร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ ในเทศกาลวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2553

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มกราคม ศกนี้ ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ)

 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับ กรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาส

วันเด็กแห่งชาติประจำปี พ.ศ.2553 ภายใต้แนวคิด “วันเด็กปลอดภัย มีวินัยจราจร” โดยเป็นหนึ่งใน

กิจกรรมภายใต้โครงการ “ถนนสีขาว” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการรณรงค์และปลูกฝังให้เยาวชนไทย

ตระหนักถึงการมีน้ำใจ มีวินัย และใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ภายในงาน โตโยต้าได้มอบ

ความสนุกสนานแฝงสาระประโยชน์ให้กับเด็กผ่านการแสดงบนเวทีของ “Milky Way & the Gang”

เพื่อเสริมสร้างความรู้และความบันเทิงด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ตลอดจนจัดเตรียม

ฐานการเรียนรู้เพื่อให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก จำนวนทั้งสิ้น 6 ฐาน ได้แก่

“ข้ามถนนปลอดภัย...อย่างไรใช่เลย” 
“เตรียมพร้อม...ก่อนปั่น”
“ชนแน่ครับ...ถ้าเมาแล้วขับอย่างนี้” 
“จับคู่ความปลอดภัย...เรียนรู้ป้ายจราจร”
“ทดสอบความไว”    
“ปลอดภัยชัวร์...หรือเสี่ยงมั่วนิ่ม...ใครรู้บ้าง?”

นอกจากนี้เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้รับของที่ระลึก และร่วมจับฉลากรับจักรยานจำนวน 18 คัน

และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้ร่วมสนุกกับกับครอบครัวดารา อาทิ “อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน”

และ “รถเมล์ คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์” มาร่วมให้ความบันเทิงและความสนุกสนานอย่างเต็มอิ่ม

“เมืองจราจรจำลอง” ณ สวนวชิรเบญจทัศ ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก กรุงเทพมหานคร

เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2547

ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝัง สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจร และการใช้รถใช้ถนน

อย่างถูกต้องปลอดภัยให้กับเยาวชน โดยเน้นการฝึกปฏิบัติขับขี่จริงบนเส้นทางจราจรจำลอง

นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ มีเด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม และผ่านการอบรมแล้ว

จำนวนทั้งสิ้น 474,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2552) 

 

โครงการ “ถนนสีขาว” ก่อตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ.2531 และดำเนินงานต่อเนื่องจวบจน ปัจจุบัน

เป็นระยะเวลากว่า 21 ปี ภายใต้ วัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎ

และวินัยจราจร ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชน มีจิตสำนึกและมีน้ำใจในการใช้รถใช้ถนนร่วมกัน 

เพื่อลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน  นอกเหนือจากการจัดงานดังกล่าว โตโยต้ายังได้จัด

กิจกรรม “Milky Way School Visit” 553 โรงเรียนทั่วประเทศ มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม

จำนวนทั้งสิ้นกว่า 433,000 คน โดยได้รับความร่วมมือและสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวง ศึกษาธิการ โดยนำความรู้ด้านกฎและ

วินัยจราจร มาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ผ่านเกมสนุกสนานจาก “Milky Way & the Gang”

เพื่อเสริมการศึกษาจากการเรียนการสอนภายในห้องเรียน 

 

มร. เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 48 ปี ที่โตโยต้า

ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การส่งเสริมสังคมนับเป็นพันธกิจหลักที่มีความสำคัญเพื่อ

ตอบแทนสังคมไทย อาทิ ส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริม และปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

บนท้องถนน รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน

ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเป็นรากฐานเพื่อพัฒนาประเทศให้มีความความมั่นคงสืบไป

ในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นความมุ่งมั่นของเราในการตอบแทนสังคมไทย

edit @ 13 Feb 2010 03:32:04 by N+U+T+O+N+G

edit @ 13 Feb 2010 10:05:26 by N+U+T+O+N+G

edit @ 15 Feb 2010 06:07:48 by N+U+T+O+N+G

 

ในความแออัดของผู้คนมากมาย ท่ามกลางการเดินทางที่วุ่นวาย และติดขัด

บวกกับสภาพอากาศที่ไม่เคยเป็นใจ คนก็ร้อนทั้งกายและใจ

อาจทำให้หลายคนอารมณ์เสีย และหงุดหงิดได้ง่าย เราเองก็เคยเป็น

แต่วันนี้ อยากจะขอเล่าความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจเคยได้รับ

และบางครั้งมันก็ทำให้โลกที่น่าเบื่อนี้ กลายเป็นโลกที่สดใส น่ารัก ขึ้นมาในทันตา

 

วันก่อน เราต้องเดินทางไปสยาม มันเป็นช่วงเวลาที่รถกำลังติด-ติดมาก

เราจึงคิดว่าใช้รถ POP ของมหาวิทยาลัยน่าจะเร็วและสะดวกกว่า

(ถ้านั่งแท็กซี่ สงสัยเงินจะหมดกระเป๋าแน่ๆ 555)

แต่ด้วยความรักสวยรักงาม ใส่รองเท้าส้นสูงของเราเนี่ย บางทีก็เหนื่อย

แถมยังต้องถือหนังสือ แฟ้ม เยอะแยะ ยังไม่พอ ยังมี netbook อีกเครื่อง

นิสิตบนรถก็เยอะมาก และไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่า ทำไม และทำไม

จะต้องมายืนเบียดกันแน่นช่วงหน้ารถ โดยเฉพาะตรงประตูทางขึ้น

ก็เข้าใจอยู่ว่า คนเยอะ ไม่อยากเบียดกับใคร แต่คนที่ขึ้นตามมา จะทำยังไง

ใช่ หลายคนอาจจะคิดว่า ก็รอคันต่อไปสิ แต่ถ้าเขาเกิดมีเรื่องจำเป็นและ

ต้องรีบไปหล่ะ เขาก็คงจะไปไม่ทัน รถคันต่อไปก็ใช่ว่าจะออกทันทีทันใด

ด้วยระบบและพลังงาน ยังไงๆ ก็ต้องรอให้คนขึ้นเยอะในระดับคุ้มค่าใช้จ่าย

เราเองก็ต้องรีบ เพราะจะไปเรียนพิเศษไม่ทัน(และคิดว่าไม่ทัน)

ช่วงหน้ารถ แน่นอย่างเคย และถึงแม้คนขับรถจะพูดขอความกรุณา

ในช่วยเดินเข้าไปข้างใน แต่ก็ไม่มีทีท่าจะขยับเขยื้อน เราก็คิดในใจ

นี่ไม่ใช่รถเมล์ที่จะจอดทุกป้าย ไม่ต้องคิดหรอกว่า ยืนใกล้ๆ ประตูดีกว่า

เพราะเดี๋ยวก็ลง จะได้ลงสะดวกๆ มันจอดแค่สามป้ายนอกมหาวิทยาลัยจ้า

แหม...แต่ก็พูดออกไปไม่ได้

 

หงุดหงิดเล็กๆ นะ แต่ก็พอหาที่ที่จะยึดตัวเองให้อยู่บนรถได้

แต่รู้ไหม อยู่ๆ รถก็ดูโล่งขึ้นมาทันตา เมื่อมีน้องผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ตรงกับเรา

พูดว่า "พี่คะ หนูช่วยถือของค่ะ" แค่นี้ก็พอแล้วจริงๆ

บนรถ POP ไม่ต้องคิดเลยว่า จะมีภาพนิสิตลุกให้นั่ง ขนาดนิสิตชายบางคน

ยังนั่งเฉย(มาก) นิสิตหญิงนุ่งกระโปรง รองเท้าส้นสูง ก็ยืนต่อไปเถอะ

 

การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราได้รับในวันก่อนนั้น ทำให้เรารู้ว่า

อย่างน้อยก็ยังมีน้ำใจแบบคนไทยเหลืออยู่ในสังคม

 

แล้วคุณหล่ะ... เคยเจออะไรดีๆ แบบนี้บ้างหรือเปล่า???

เล่าสู่กันฟังได้นะคะ อย่างน้อยหลายคนรวมทั้งตัวคุณเอง

ที่เคยมอบน้ำใจบนท้องถนน จะได้ยิ้ม และรู้สึกดี ^^

แพ้ แต่คือ "ผู้ชนะ"

posted on 07 Feb 2010 00:17 by zenazzok

 

ทุกวันนี้ ชีวิตเราหมุนเร็วขึ้นๆ ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมากเช่นกัน

"เร่งรีบ" กลายเป็นคำกริยาประจำตัว บวกกับเวลา 24 ชั่วโมงที่หลายคนบ่นว่า "ไม่พอ"

ยิ่งโดยเฉพาะเรื่อง "การเดินทาง" ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย จากคำนิยามใน entry ที่แล้ว

 

"เวลา" คือ ของฟุ่มเฟือยที่ทุกคนเอาไปเผาผลาญบนถน  

(เป็นคำประชดประชันที่ชัดเจนมาก) 

 

เวลา เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ด้วยคุณสมบัติข้อเดียวที่มันมี นั่นคือ

เวลา เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่อาจทำกลับมาใช้ได้ใหม่

เลยเป็นสาเหตุให้ทุกคนต่างแย่งชิง "นิสัยเห็นแก่ตัว ก่อตัว โดยไม่รู้ตัว"

น้ำใจบนท้องถนน เหือดแห้งจนเกือบจะเหือดหายไป

 

ถนนสาธารณะกลายเป็นสนามแข่ง มีสามแยก สี่แยก เป็นจุด start

มีจุดหมายปลายทางเป็นเส้นชัย ที่มีส่วนต่างของเวลาเป็น "รางวัล"

และเป็นการแข่งขันที่หา "น้ำใจนักกีฬา" ไม่ค่อยจะได้ 

 

เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า สิ่งที่เราทำกันอยู่นี้ มันกำลังทำลายภาพความเป็นคนไทย

ภาพความยิ้มแย้ม โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กำลังค่อยๆ ซีดจาง

แทนที่ด้วยภาพความใจร้อน ความแย่งชิง ความเห็นแก่ตัว

 

คุณเป็นคนไทย คนรอบกายคุณก็เป็นคนไทย

คุณรีบ คนอื่นก็รีบเหมือนกัน

คุณเสียเวลา คนอื่นก็เสียเวลาเหมือนกัน

คุณไม่อยากให้มีคนรอคุณนาน คนอื่นก็คิดเช่นเดียวกับคุณ

 

บนสนามการเดินทาง ถึงเส้นชัยช้ากว่าคนอื่น นั่นไม่ได้แปลว่าคุณคือผู้แพ้

แต่คุณคือ “ผู้ชนะ” ความเห็นแก่ตัวของตนเอง!!!

 

edit @ 7 Feb 2010 00:43:57 by N+U+T+O+N+G

edit @ 7 Feb 2010 00:46:36 by N+U+T+O+N+G